Ann's profileAnn Ja+PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
August 27 เข็มทิศชีวิตเข็มทิศ ปกติเค้าใช้บอกทิศเรา เหนือ-ใต้-ออก-ตก จะได้เดินไปถูกทาง .................ไม่หลง เอ ถ้าเป็นเข็มทิศชีวิตหล่ะ .............................................................. มันคงบอกได้ว่าชีวิตเราควรดำเนินไปอย่างไรถึงจะถูก ถึงจะดี แบบถูกทาง ที่เกริ่นมาทั้งหมดก็จะนำเข้าหนังสือเล่มนึง ที่กำลังอ่านอยู่ “เข็มทิศชีวิต” เขียนโดยคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง ขอบอกว่า อ่านแล้วโดนสุดๆเลย
เคยได้ยินประโยคนี้มั้ย “หนังสือแค่เล่มเดียว อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งชีวิตของคนๆหนึ่งได้” นี่เป็นเหตุผลนึงที่เรายอมลงทุนควักกระเป๋าซื้อหนังสือได้บ่อยกว่าดูหนัง
แต่ก็มีหนังดีๆที่เปลี่ยนชีวิตคนได้เหมือนกันนะ สำหรับเรา ต้องเรื่องนี้เลย Legally Blonde แปลกใจอะดิ อุอุ เรื่องนี้ตลกจะตาย จะไปได้สาระอะไร(ละฟะ)
ไม่รู้ดิ เวลาเราท้อแท้นะ เราจะนึกถึงตอนนางเอกElleไปงานparty โดนล้อ โดนดูถูกว่าผู้หญิงผมบลอนด์เหรอ จะมาเรียน law school เจ๊แกพุ่งกลับบ้านมาซื้อโน๊ตบุ๊ค แล้วก็มุอ่านหนังสือเลย
มันฝังใจเรามาก ว่าอย่ายอมแพ้ต่ออุปสรรค สิ่งที่ใครๆคิดว่าเราทำไม่ได้ แท้จริงแล้ว เราอาจทำได้ดีกว่าใครๆ ถ้าเราพยายาม (ขอแค่เวลาให้ชั้นได้ทำเติมที่ก่อนเถอะ)
เพื่อนๆหล่ะ หนัง/หนังสือ เรื่องไหนเป็นเสมือนเข็มทิศเตือนใจได้บ้าง
ปล. 1) ตอนแรกจะเล่าเกี่ยวกับหนังสือนะ แต่มาเป็นหนังได้ไงไม่รุ อิอิ อาจเป็นเพราะ "ไม่มีเข็มทิศตอนเขียน เลยหลงประเด็นเลยตู" 2) เพื่อนๆว่าตัวหนังสือในบล็อกเรามันใหญไปรึเปล่าอะ (คือ เราชอบของหญ่ายยอ่ะ)
Awarded JokeThis particular joke won an award for the best joke in One Chinese person walks into a bar in America late As he was a great fan of his movies, he rushes over to Instead, Spielberg gives him a slap and says, "You The astonished Chinese man replied, "It was not the "Chinese, Japanese, Taiwanese, you're all the same," In return, the Chinese gives Spielberg a slap and Shocked, Spielberg replies, "It was the iceberg that The Chinese replies, "Iceberg, Spielberg, Carlsberg, August 26 ออดอ้อนแม่ยกและมิตรรักแฟนบล็อกทั้งหลาย อย่าได้หนีไปไหน
อันตัวเรานั้น ได้หายไปจากบล็อกถึง2 อาทิตย์ แต่เรายังรักกันเหมือนเดิม(นะจ๊ะเด็กโง่)
รักแอนนิดๆแต่ให้รักนานๆๆๆๆๆๆๆๆ
เต๊ง เตง เต่ง เตงงงงงงงง
..........................................................
หึหึ บ้าบอวะ
ช่วงนี้ยุ่งๆ ไม่ค่อยลงตัว
แต่ตอนนี้ก็เหมือนจะทุเลาเบาบางลงแล้ว
อยากอัพบล็อกก็มีหลายวัน แต่พอเข้ามาก็มีอันให้ตกกะใจ กับสีสันในบล็อก เขียวซะ....
ไม่รู้เมื่อไหร่จะลงตัวซักกะที
วันนี้คงไม่มีสาระมากมาย เจอกันพรุ่งนี้นะ
August 12 pride&prejudiceมีหนังสือเล่มนึงซื้อมานานแล้ว แต่ยังอ่านไม่จบ เป็นเพราะว่าชื่อตัวละครเยอะ จำยาก แล้วก็รูปประโยคมันซับซ้อนไม่วัยรุ่น มีทั้งpassive, inversion เต็มไปหมดเลย แต่ก็ยังอยากจะอ่านอยู่ดีนะเพราะรู้ว่ามันเป็นวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าเป็นแรงบันดาลใจให้วรรณกรรมยุคต่อมาอีกนับไม่ถ้วน แล้วก็หนังสือที่เราอ่านอีกหลายเล่มเลยที่ตัวละครในเรื่องเอ่ยถึงเรื่องนี้ อย่างเช่น princess diary ที่ย่าของเจ้าหญิงทรงบังคับให้เจ้าหญิงอ่านเพื่อเรียนรู้การวางตัวที่ดีในวงสังคมและการบริหารเสน่ห์โดยเฉพาะกับเพศตรงข้าม แล้วก็เรื่อง สาวนักเดทอีก นางเอกก็อ่านเรื่องนี้ แถมบอกอีกว่าใครไม่เคยอ่านนี่ตกยุกเลย แล้วก็อีกหลายต่อเรื่องเลย(ซวยเลย เริ่มนึกไม่ออกว่าเรื่องไรบ้าง ดันบอกว่าเยอะ นึกออกแค่2)
หลังจากนั้นรู้มาว่ามีคนเอาเรื่อง pride& prejudice มาทำเป็นภาพยนตร์ เราเลยพยายามชวนเพื่อนๆไปดูกัน แต่ก็ต้องเสียน้ำลายฟรี เพราะหายากที่อยากจะไปดูหนังย้อนยุครักๆแบบนี้ คนสมัยนี้มันต้องดูหนังรถซิ่งหรือยิงแหลก เลือดสาดเท่านั้น แต่เราไม่ชอบดูอ่ะเพราะดูแล้วมันหนวกหู แล้วก็ปวดหัวด้วย เราชอบดูหนังที่ดำเนินเรื่องเนิบนาบ ลึกซึ้ง แต่กินใจ มีนางเอกงามสง่า น่ารัก อ่อนหวาน แต่ก็ไม่ได้เสียดายหรอกที่ไม่ได้ดูในโรง อดใจมาเช่าวีซีดีก็ได้ ถูกกว่าตั้งเยอะแหนะ แถมจะดูซักกี่รอบก็ได้ ถ้าไม่เบื่อกันซะก่อน
เมื่อวานไปเช่า vcd มา2เรื่อง เพราะรู้ว่าหยุดยาวที่ไม่ได้เที่ยวไหน ต้องเซ็งแน่เลย หนึ่งใน 2 คือเรื่อง pride&prejudice ดูไปรอบนึง แล้วกลับไปขุดหนังสือเล่มเก่ามาอ่าน ปรากฏว่าอ่านรู้เรื่องแฮะ ประโยคไหนยากๆก็หาแค่ subject ให้รู้ว่าใคร กับ verb ว่าทำไรแค่นั้น หุหุ พอได้ อ่านไปครึ่งเล่มเกิดสงสัยบางอย่าง เปิดหนังดูอีกรอบ กรอไปกรอมาตรงประโยคเด็ดๆที่ตรงกับในหนังสือ อืมฟังยากอีกเหมือนกัน
แต่สรุปแล้ว ถือว่าเป็นหนังเยี่ยมเลยนะ วิวสวยมาก นักแสดง เสื้อผ้า แสง สี สวยสดงดงาม เป็นธรรมชาติที่ซู๊ดดดดด
ขอชมเชยผู้กำกับที่หาโลเกชั่นอะ มันดูเนียน บ้านนอก แล้วก็โบราณดี แล้วก็นักแสดงด้วย นักแสดงที่แสดงได้เหมือนตัวละครในหนังสือเลยสำหรับเรามี 2 คนค่ะ 1.นางเอกจ้า Keira Knightley แสดงเป็น Elizabeth เป็นผู้หญิงที่รักศักดิ์ศรี กล้าพูด ฉลาด ซุกซน น่ารัก และสวย+มีเสน่ห์ 2.ลูกสาวคนโต Rosamund Pike แสดงเป็น Jane เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวาน เป็นแม่บ้าน จิตใจดี ใจดี โอบอ้อม
August 10 เตรียมตัวขอวีซ่าไปเมกาแหะ แหะ มิตรแท้แฟนบล็อก อ่านหัวเรื่องแล้วไม่ต้องต๊กกะใจไป เรายังไม่ได้ไปเรียนต่อร๊อกกก แค่ติดตามมายแด็ดดี้ไปท่องเที่ยวระยะสั้นๆเท่านั้น
แถมวีซ่าก็ยังไม่ผ่านเลยอุอุ อาจจะไม่ได้ไปก็ได้ เพราะวีซ่าเมกานี่ขึ้นชื่อเลยว่าหินสุดๆ มีผู้คนมากต่อมากแล้วที่ต้องผิดหวังกับการขอวีซ่าไปประเทศนี้ (ช่างน่ารันทด)
เราต้องขอวีซ่าประเภท J2แหละ J2คือพวกผู้ติดตาม J1 นั่นเอง J1คืออะไร J1ก็คือวีซ่าของพวกที่ได้ทุนไปเรียนฟรี ไปทำงานวิจัย นักเรียนแลกเปลี่ยน อะไรทำนองนี้ พอดีพ่อเราเป็นJ1 เราเลยเป็นJ2
ทีนี้ การขอวีซ่าไปเมกานี่ เค้าต้องจัดการซื้อ pin ก่อน ซื้อpinเพื่อเข้าเวบไปจองวันสัมภาษณ์ตัวต่อตัวกับเจ้าหน้าที่สถานทูต ของเราซื้อพินแล้ว ราคา400บาทขาดตัว แต่ยังไม่ได้จองวัน เพราะว่าพอเข้าไปนะ เค้าบอกว่า J2 ต้องมีฟอร์ม DS2019 เราก็เง็งเลยอะ ไรฟะ ไม่รู้จัก ชื่อยาวจิง
ทำไงได้ ก็ต้องพึ่งเวบที่รัก pantip.com/klaibaan เลยค่ะ ไม่ได้เข้าไปโพสท์หรอก ผู้ใช้งานเป็นอย่างเราจะไม่ตั้งกระทู้สุ่มสี่สุ่มห้าให้คนอื่นเค้าว่าได้หรอกค่ะ เราต้องsearch ดูซะก่อนว่ามีคนเคยถามคำถามแบบนี้มั้ย ก็serach เลยจ๊ะ เจอมาเพียบ อ่านไปอ่านมาได้ความ(แบบเดาผสมด้วยอะน่ะ) ว่ามันคือเอกสารที่ว่าด้วยการรับรองจากสถาบันที่ส่งนักเรียนทุน/คนดูงาน เพื่อระบุว่าบุคคลคนนั้นเป็นนักเรียน หรือเป็นผู้ติดตามไปจริงๆนะ
เราก็เลยโทรศัพท์หามายแด็ดดี้เลยว่า พ่อพ่อขอDS2019 เผื่อหนูด้วยนะจ๊ะ ซึ่งพ่อก็ดูงงๆอยู่ เพราะตัวพ่อเราเองนั้นก็ยังไม่เริ่มทำเลย แถมมีเจ้าหน้าที่เค้าคอยจัดการให้ พ่อเลยบอกเดี๋ยวพ่อโทรไปถามให้ละกัน คืนนี้แหละเราจะโทรถามอีกรอบว่าเป็นไงบ้าง
อืมๆ ตอนsearch หา DS2019 เราบังเอิญไปเจอบล็อก บล็อกนึงแหละเค้าเป็นคนไทยที่ไปทำresearchอยู่ที่นิวยอร์ค เค้าเขียนบล็อกเล่าเรื่องราวของเค้าในเมกาได้ฮามากๆ เราอ่านติดต่อกันนานร่วม2ชม. อ่านจนปวดตา สนุกสุดๆ หัวเราะอยู่คนเดียวซักพัก ไม่ได้แล้วโว้ยต้องแบ่งปัน อยากมีเพื่อนร่วมหัวเราะ ส่งurlทางmsn ไปให้พี่ทิพย์ พี่ดุษ ต่าย แล้วก็คะยั้นคะยอให้อ่าน วันนี้เจอจอยยังไปบังคับให้มันอ่านอีก ผลปรากฏว่า ต่ายชอบ ต่อยบอกว่าอ่านรวดเดียวจบหมดเลยทั้งบล็อก(อึดนะนี่) พี่ทิพย์ก็ชอบ เขียนอีเมลมาขอบคุณเราใหญ่ที่แนะนำ จอยยังไม่รู้เพราะมัวเมาท์เรื่องเอ๋ เอ๋มันเพิ่งไปนิวซีแลนด์ตอนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (ถ้าเปิ้ลผ่านมาเปิ้ลคงจำเอ๋ได้นะ ที่เจอกันที่วัดพระแก้วหนะ) อิอิ อิ่มเอมจัง เพื่อนๆมีความสุขอะฮั้นก็มีฟามสุขด้วยค่ะ
อะอะ นี่ไงlink ใครสนใจตามเข้าไปอ่านนะ
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=itums&month=08-2006&date=08&group=1&blog=1
เราไปเมนท์ให้เค้าด้วยแหละ 1 อัน จำไม่ได้แล้วว่าอันไหน
อืม อีกเรื่องนึงที่เราต้องทำหลังจากที่ได้วันนัดหมายสัมภาษณ์วึซ่าเรียบร้อยแล้ว คือการจองตั๋วเครื่องบิน ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหม่สำหรับเรา เพราะว่าเราไม่เคย go abroad เลย ยกเว้นประเทศเพื่อนบ้านเราเช่น ลาว กัมพูชา แล้วก็มาเลเซีย เนี๊ยะ จะจองตั๋วก็พึ่งพี่ที่ออฟฟิศแหละ เป็นพี่เลขาชื่อพี่อ้อ เค้ารู้จักเอเจนซี่ที่ขายราคาถูก เราบอกเราเอาถูกที่สุดไม่เกี่ยงสายการบินเลยค่ะคุณพี่ ที่ถูกที่สุดคือ cathey ไม่รู้สะกดงี้ปะนะ ราคา 39000บาท แต่เช้านี้หนิงบอกเราว่าคุณหมออั๋นหาได้ถูกกว่าอีก แค่ 32000บาทเอง (อันนั้ลงที่ new york นะ) (อั๋น ถ้าผ่านมาช่วยคอนเฟิร์ม แล้วก็สงเคราะห์เรา ทิ้งเบอร์โทรไว้ให้ด้วยนะ เราอยากได้ของถูกอะ)
แล้วก็เราอาจต้องขอจดหมายจากที่ออฟฟิศด้วยเพื่อรับรองว่าเราเป็นพนักงานที่นี่จริง เรามีงานทำเป็นหลักแหล่ง และพร้อมจะกลับเมืองไทยเสมอ อันนี้ เอาไปเผื่องั้นแหละ เพราะเราเป็นJ1 ไม่ใช่ B2 พวกท่องเที่ยว แต่ก็อย่างที่อ่านคำแนะนำจากในพันทิพย์ว่า เอาไปมากดีกว่าเอาไปขาด เผื่อเอาไว้ อุอุ
ตอนนี้เลยเห่อเรื่องไปเที่ยว พับเก็บโครงการหายูไว้ก่อนซักพัก จริงๆแล้วเราก็พอมีแคนดิเดทอยู่บ้างแล้ว แต่ก็ต้องลองเสี่ยงสมัคร TA/TF อีก ส่วนมากเป็นยูใน Pennsylvania เพราะเราคิดว่าตอนเราไปเที่ยวกับพ่อเราจะได้ไปเที่ยวเยี่ยมชมยูด้วย
มีทุนอันนึงก็น่าสนใจ (วิว อ่านอยู่ไหม) ทุนของ marshall university สมัครเป็น internship ซึ่งจะได้ฝึกงานที่มหาลัยด้วย เราโทรไปคุยกับเค้ามา เบ็ดเส็ดเราต้องจ่ายค่าที่พัก ค่าเรียน ค่ากิน 12000US$ ต่อปี เราก็กะว่าถ้าไปหางานทำเพิ่มก็คงพอลดหย่อนลงได้ซักอีกจำนวนนึง ต้องไปเช็คว่า เมืองที่มหาลัยตั้งอยู่ สามารถหางานทำได้หรือเปล่า เป็นเมืองรึในป่า อันนี้อาจต้องเข้าไปดูในเวบของยูหรือ www.50states.com แต่ แต่ เค้าต้องการคะแนนGMATด้วย 500 เราไม่มีหล่ะ ยังไม่ได้สอบเลย สงสัยต้องพิจารณาที่จะต้องสอบแล้วแหละ
วันนี้ พอแล้วปวดตา พูดมาซะยาวเลย ค่อนข้างออกไปทางแนวบ่นๆ เพ้อเจ้อไปหน่อย ให้อภัยกันนะ ไว้เจอกันใหม่จ๊ะ
สาธุ ขอให้ทุกอย่างลุล่วงไปด้วยดีเถอะ |
|
|